|
หากผมเป็นนักคิด นักยุทธศาสตร์หรือนักวิชาการฝ่ายศักดินาอำมาตยาธิปไตย ผมต้องคิดถึงคำถามระยะยาวนี้ คำถามถึงอนาคตว่า พวกเราจะอยู่รอดได้อย่างไร จากอิทธิพลของทักษิณ ชินวัตร พวกเราจะรักษาอุดมการณ์ซาบซึ้ง ให้คงอยู่ต่อไปได้อย่าง ภายใต้บรรายากาศตาสว่างที่ระบาดไปทั่วเช่นนี้ การ ต่อสู้ทางการเมืองในระยะสั้นต้นปีหน้านี้ แม้ว่าจะโหมโรง ปูพรมฟื้นคืนอุดมการณ์ซาบซึ้งกันอย่างเต็มที่ จริง ๆ แล้วมันจะได้ผลหรือไม่ จะคงสภาพเดิมหรือ ไปได้นานสักแค่ไหน คนที่ไม่หลอกตัวเอง ก็ตอบได้ว่า คงไม่เกินชั่วชีวิตของคนๆ หนึ่ง (เหลืออีกไม่นานนัก แทบจะหาความมั่นใจไมได้) อิทธิพล ของทักษิณ ชินวัตร หากมองกันแบบวิชาการแล้ว มันไม่ใช่ "ตัวทักษิณ ชินวัตร" แต่มันคือ สิ่งรวมๆ ที่เรียกว่า "ทักษิโณมิกส์" หรือ ประชานิยม หรืออะไรก็แล้วแต่ หากพูดแบบนักเศรษฐศาสตร์ก็ คือ มันคือแนวคิด"ทุนนิยมเสรี" หรือทุนนิยมโลกาภิวัตร" ที่เน้นการค้าเสรี การลงทุนเสรี เน้นการเพิ่มรายได้ประชาชาติ หรือปรับปรุงความเป็นอยู่ประชาชน มุ่งขยายรายได้ในภาคชนบท ส่งเสริมความเข็มแข็งของคนรากหญ้าผ่านระบบ micro-credit เป็น ต้น และที่เพิ่มเติมเข้ามาในการปฎิบัติของทักษิณก็คือ การนำระบบสวัสดิการสังคมบางส่วนเข้ามาใช้ เช่น โครงการสามสิบบาท เป็นต้น แม้ในแง่ของรัฐสวัสดิการหรือแนวคิดแบบ Welfare State จะยังไมเต็มที่ก็ตาม แต่มันคือ "การก้าวก้าวแรก" เนื่องจากรายได้ของประเทศยังไม่เพียงพอที่จะมีสวัสดิการเพิ่มเติมอื่นๆ ได้ เช่น การประกันการว่างงานเป็นต้น แต่เมื่อมีการเดินก้าวแรกไปแล้ว ก้าวอื่นๆ คงตามมาในระยะต่อไป
สำหรับอุดมการณ์ซาบซึ้ง หรือ แนว คิดอนุรักษ์นิยม มุ่งรักษาสถานะภาพเดิมของสังคมไว้ รักษาอำนาจและอิทธิพลของคนชั้นสูง สร้างอิทธิพลของคนชั้นสูงโดยเน้นเครือข่ายคนชั้นนำที่เชื่อมโยงกัน โดยมีต้นเครือข่ายอยู่ที่กลุ่ม หรือกลุ่มองคมนตรี ที่มี พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์เป็นลำดับ โลก ในอีก 20 ปี ข้างหน้า เป็นโลกที่มีสภาพแวดล้อมที่แตกต่างจากยุคสงครามเย็นที่แบ่งออกเป็นสองค่าย คือ ค่ายสหรัฐอเมริกา กับค่ายของโซเวียต หากอยู่ค่ายใดค่ายหนึ่งแล้ว ก็จะได้รับความคุ้มครองจากพี่เบิ้ม อำมาตยาธิปไตยไทย แนบแน่นกับสหรัฐอเมริกามานาน แต่โลกในอีก 20 ปีข้างหน้าเป็นโลกที่มีหลายขั้วอำนาจ เช่น กลุ่มอเมริกาเหนือ กลุ่ม โลกมุสลิม กลุ่มสหภาพยุโรป+ยุโรปตะวันออกและรัสเซีย กลุ่มเศรษฐกิจจีนญี่ปุ่น เกาหลี และประเทศอื่นๆ เช่นอินเดีย อาเซียนเป็นต้น สภาพแวดล้อมเช่นนี้ ผลประโยชน์ทางด้านเศรษฐกิจจะสำคัญกว่าผลประโยชน์ทางด้านอุดมการณ์แบบยุค สงครามเย็น และอิทธิพลของอเมริกาจะลดลง สภาพแวดล้อมทางด้านเทคโนโลยี ระบบอินเตอร์เน็ตและเครือข่ายแบบอินเตอร์เน็ตจะครอบคลุมทุกอนูของชีวิต อิทธิพลของสื่อ กระแสหลักแบบ Mass Media จะลดลง สื่อกระแสรองเช่น เว็บไซต์ โทรทัศน์ออนไลน์ วิทยุออนไลน์จะเข้ามาแทนที่ ที่ สำคัญ พรมแดนประเทศจะมีบทบาทน้อยลง ข้อมูลข่าวสารจะไหลข้ามพรมแดนอย่างเสรี และอยู่พ้นขอบข่ายอำนาจกฎหมายของรัฐ พรบ.คอมพิวเตอร์ฯ จะไม่อาจบังคับใช้กับเว็บต่าง ๆ ที่อยู่นอกพรมแดนได้ การปิดกั้นข่าวสารจากนอกพรมแดนของรัฐ ไม่อาจทำได้ สภาพแวดล้อมเช่นนี้ ลัทธิอำมาตยาธิปไตย แนวคิดเศรษฐกิจแบบ จะอยู่รอดได้อย่างไร อุดดมการณ์ซาบซึ้ง จะอยู่รอดได้อย่างไร จะเอาชนะแนวคิด เรื่อง ประชาธิปไตย เสรีภาพ ความเท่าเทียมกัน ความยุติธรรม ความเสมอภาคกันทางกฎหมายไม่มีสองมาตรฐานได้อย่างไร และที่สำคัญที่สุด จะหา "ศูนย์กลางแห่งความซาบซึ้งอันใหม่" มาแทนอันเก่าที่อย่างไรก็ต้องหมดไปได้อย่าไร ผม มองแล้ว พวกเขาไม่มีอนาคตเอาเสียเลย ไม่มีอุดมการณ์ทางการเมืองที่" เข็มแข็งพอ" ที่จะรักษาสถานภาพเดิมเอาไว้ได้ ไม่มีชุดคำอธิบายที่ทรงพลังเพื่อทดแทน "ชุดอธิบายเรื่องความซาบซึ้ง" ที่ใช้งานหนักจนเสื่อมพลังในการอรรถาธิบาย หรือเสื่อมอิทธิพลลงไปแล้ว ชัยชนะของทักษิณ ชินวัตร ในฐานะที่เป็นตัวแทนแนวคิด "ทุนนิยมโลกาภิวัฒน์"ที่ชาวบ้านรากหญ้าเข้าใจมากกว่าจะอธิบายด้วยภาษาวิชาการนั้น ชัยชนะจึงเป็นเรื่องที่มองออกได้อย่างไม่ยากเย็นอะไรนัก ยิ่ง "เอเย่นต์" แห่งอำนาจเดิม เช่น พล.อ.เปรม หรือ อื่นๆ หมดอายุขัยไป (ไม่นานอีกเหมือนกัน" ตัวแทนใหม่ ๆ ที่มีพลังดึงดูดทัดเทียมทักษิณ นั้นไม่มี อย่าพูดถึง พล.อ.สุรยุทธ์ จุลลานนท์ คนๆ นี้ไม่ได้รับการยอมรับในวงกว้าง นอกจากใช้ "อำนาจแอบแฝงเท่านั้น แต่บารมีไม่มี แค่ เรื่องโรคภัยไข้เจ็บเมื่อเดือนก่อนๆ ยังทำให้มีทหารแปรพักตร์มากมายไหลไปอยู่กับ “พวกทักษิณ” แม้จะเป็นทหารเกษียณก็ตาม แต่ใครจะรับประกันได้ว่า ทหารที่ยังไม่เกษียณก็มีแนวคิดเช่นเดียวกัน แต่ยังไม่ถึงเวลาแสดงออกเท่านั้น การ ที่จะรักษาอาณาจักรไว้ได้นั้น อาณาจักรหรือจักรวรรดิ์โบราณต่างๆ ก็ได้พิสูจน์ชัดแล้วว่า อำนาจอย่างเดียวนั้นไม่เพียงพอที่จะรักษาอาณาจักรไว้ได้ จะต้องมี” อุดมการณ์ที่หล่อหลอม” ให้คนในอาณาจักรนั้นๆ ผูกพันยึดเหนี่ยวเข้าด้วยกัน ความมั่นคงของอาณาจักรและอำนาจการปกครองจึงจะรักษาเอาไว้ได้ อุดมการซาบซึ้งนิยม นั้น ในเวลานี้ขาดพลังในการยึดเหนี่ยวแล้ว “โรคตาสว่าง” เป็นตัวการทำลายอุดมการณ์ซาบซึ้งนิยม อย่างรวดเร็ว เหมือนโรคระบาดของไข้หวัด 2009 พลังของอินเตอร์เน็ตทำให้โรคตาสว่างระบาดได้เร็วยิ่งขึ้น การ เอา ที่ปรึกษาแก่ๆ พร้อมกับคำพูดซ้ำซาก มาดึงกระแสกลับนั้นมันทำไม่ได้อีกต่อไป การพูดปฎิเสธว่า ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับวิกฤติ มีแต่จะสร้างความโกรธแค้นมากยิ่งขึ้น เพราะการกระทำมันอธิบายได้ดีกว่าการปฎิเสธแบบหน้าตาย และเท่ากับเป็นการดูถูกสติปัญญาของประชาชนที่รับฟังมาก ว่าเขาเป็นหัวหลักหัวตอ จะหลอกอย่างไรก็ได้ ผลในทางจิตวิทยามันจึงสะท้อนกลับให้ผลตรงกันข้ามที่เร็วกว่าเดิม ตาสว่างบวกกับความคับข้องใจขยายเร็วกว่าเดิม แล้วเราจะรักษาอาณาจักรแห่งความซาบซึ้งในดนตรีการแบบเก่าๆ เอาไว้ได้อย่างไร |